ดร. บุษกรณ์ ลีเจ้ยวะระ

Industry 4.0 and beyond

โดย ดร.บุศ @mba kku

7 โมงเช้า วันที่ 13 มีนาคม 2568 เสียงนาฬิกาปลุกให้คุณตื่นจากการหลับอันแสนสบาย ขณะที่ค่อยๆดึงตัวเองให้ลุกออกจากเตียง ไฟห้องน้ำก็เปิดขึ้น น้ำอุ่นๆจากฝักบัวรออยู่พร้อม หลังอาบน้ำเสร็จ คุณแต่งตัวด้วยชุดที่พอดิบพอดีตัว หยิบอาหารอุ่นนุ่มออกจากไมโครเวฟทาน กาแฟสดชงร้อนๆไหลจากเครื่องชงหอมยั่วยวน หลังอาหารเช้า ขณะที่คุณกำลังเดินออกจากบ้าน คุณได้ยินเสียงสตาร์ทรถรอ รถพร้อมที่จะพาคุณไปที่โรงงานแล้ว เมื่อคืนโทรศัพท์คุณแจ้งว่ามีเครื่องจักรเครื่องหนึ่งเสียอยู่และคุณต้องไปตรวจสอบความเรียบร้อยในเช้านี้ จริงๆแล้ว..คุณแทบจะไม่ได้ไปที่โรงงานเป็นอาทิตย์ ก็ไม่ได้มีวามจำเป็นอะไร โรงงานของคุณบริหารจัดการตัวเองได้อยู่แล้ว ก็แค่ไปดูๆบ้างอาทิตย์ละครั้ง แต่วันนี้ “อะไรกันนักหนานะ…เมื่อไหร่เครื่องจักรพวกนี้จะดูแลเรื่องแค่นี้ได้ซะที…” คุณบ่นกะตัวเองด้วยความรำคาญ ขณะที่รถของคุณกำลังขับตัวเองออกจากโรงรถมารับคุณหน้าประตู……

ใช่แล้ว!!! นี่แหละชีวิต ขอต้อนรับสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 – Industry 4.0ค่ะ

ย้อนกลับไปมองการปฏิวัติอุตสาหกรรมจากยุคที่หนึ่งเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1760 เมื่อการผลิตสินค้า เปลี่ยนจากทำด้วยมือสู่การทำด้วยเครื่องจักรจากพลังงานไอน้ำ ทำให้สามารถผลิตของได้จำนวนมากในเวลาที่รวดเร็วขึ้น มาเป็นยุคที่สองในช่วงปลายศตวรรษ 1800s ยุคของพลังงานไฟฟ้าและการแบ่งงานตามความถนัด จนถึงช่วงปลายศตวรรษ 1900s ก็กลายเป็นยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศ สินค้าผลิตได้มากขึ้น รวดเร็วขึ้น ผลิตภาพสูงขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ข้อผิดพลาดต่ำจนเป็นศูนย์ นี่คือเป้าหมาย และที่สำคัญ สินค้าที่สร้างขึ้นด้วยโรงงาน นับวันจะเข้าอกเข้าใจผู้บริโภคเหมือนสั่งทำด้วยช่างฝีมือดี ทั้งสามยุคล้วนแต่มีผลกระทบที่ต่างกัน แต่สิ่งที่แน่นอนคือความเร็วและขนาดของผลกระทบที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะเร็วและใหญ่ขึ้นเป็นหลายๆเท่า ในทุกๆครั้งของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ในยุค Industry 4.0 ยุคสมองกล ยุคที่อุปกรณ์ทุกสิ่งอย่างสามารถเชื่อมโยงทำงานร่วมกันผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ทความเร็วสูง ยุคที่เครื่องจักรสมองกลอันชาญฉลาดทำงานร่วมกับมนุษย์ได้มากขึ้นมหาศาล หรือทดแทนแรงงานมนุษย์ในงานไร้ทักษะหรือกึ่งทักษะได้เลยทีเดียว ผู้จัดการโรงงานจะไม่ได้มีหน้าที่เพียงจินตนาการการปรับปรุงแนวประกอบชิ้นส่วนการผลิต แต่จะต้องสร้างเครือข่ายของเครื่องจักรที่ไม่เพียงแต่สามารถผลิตได้มากขึ้นเร็วขึ้นความผิดพลาดที่แทบเป็นศูนย์ แต่จะต้องสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตให้สอดคล้องกับข้อมูลหรือปัจจัยการผลิตที่ป้อนเข้ามาจากภายนอกได้อัตโนมัติโดยไม่กระทบกับประสิทธิภาพการผลิตใดๆ

คำว่า Industry 4.0 ในภาคการผลิต ก็คือ Internet of Things ในภาคการบริโภค อุปกรณ์ทุกอย่างรอบตัวเราจะถูกสร้างมาเพื่อรับใช้เราโดยเฉพาะเสมือนเราสั่งตัดสั่งทำกันเลยทีเดียว และที่ดีไปกว่านั้นคือไม่ได้แพงเหมือนการสั่งตัด เพราะทำจากโรงงาน มาแล้วค่ะโรงงานที่รู้ใจ รวดเร็วประหยัด แถม error free หยั่งงี้ราคาก็ไม่ต้องพูดถึง ถูกได้เท่าที่อยากจะถูกเพราะต้นทุนแสนต่ำ การตลาดเค้าเรียกว่า mass customization/mass personalization ทำขายคนหมู่มากแต่ผลิตเหมือนสั่งทำเพื่อคุณคนเดียว

ได้ยินหยั่งงี้ ดีใจหรือเสียใจคะ…??

อ้าว !! แล้วคนล่ะ จะไปทำอะไร ในเมื่อเครื่องจักรทำงานได้ไม่มีวันหยุดแถมมีประสิทธิภาพกว่า ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายหรือคุมงานให้ปวดหัวยุ่งยาก การทำงานร่วมกันโดยอัตโนมัติของเครื่องจักรโรงงานจะทำให้การสิ้นเปลืองพลังงานลดลง ทดแทนแรงงานคนที่เคยทำงานในสายการผลิต งานรูทีนซ้ำๆจำเจ ซึ่งถ้ามองในแง่ดีคือคนก็จะมีเวลาไปทำงานที่สร้างสรรค์ขึ้น ใช้ทักษะความรู้มากขึ้น และในเมื่อทุกอย่างเป็นดิจิตอลเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ท คนจึงสามารถที่จะตรวจสอบการทำงานของโรงงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดทางกายภาพ

ในยุคที่ 3 เครื่องจักรยังคงต้องได้รับข้อมูลจากมนุษย์ให้ทำงานอัตโนมัติ แต่ในยุคที่ 4 เครื่องจักรจะสามารถคิดเองได้บางส่วนโดยไม่ต้องรอการป้อนข้อมูลจากมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงนี้จะกระทบกับการจ้างงานของคนไปทั่วโลกอย่างแน่นอน ในขณะที่ประชากรโลกยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ แรงงานไร้ทักษะและกึ่งทักษะ เพราะถ้าผู้ประกอบการโรงงานอัจฉริยะเหล่านี้ สามารถขยายโรงงานและกำลังการผลิตได้โดยไม่ได้ทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นเลยล่ะ ประเทศกำลังพัฒนาที่เคยอาศัยจุดขายจากแรงงานราคาถูกเพื่อดึงดูดการลงทุนได้รับผลกระทบแน่นอน จากที่ประเทศกำลังพัฒนาอาศัยการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมโรงงานเป็นหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะต้องทำอย่างไรกับคนของประเทศตัวเองถึงจะมีงานทำ

แล้วพอหันกลับมาดูตัวเราล่ะ เทคโนโลยีโซเชียล ทำให้เกิดสังคมก้มหน้า เราคุยกันผ่านอุปกรณ์มากกว่าการเห็นหน้าโอบกอดสัมผัส ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเปลี่ยนจากถืออุปกรณ์สื่อสาร มาเป็นสวมใส่เหมือนสวมเสื้อผ้าเป็นเรื่องปกติ แล้วต่อมา จากที่ต้องสวมใส่ก็กลายเป็นฝังเข้าไปในร่างกาย อุปกรณ์ในตัวเราคุยกันเอง คุยกับผู้อื่นให้เรา แล้วความต้องการภายในที่แท้จริงของจิตใจเราเองล่ะ ความรักความผูกพันผูกพันกับคนใกล้ชิด กับครอบครัวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรือเราจะกลายพันธ์เป็นกึ่งมนุษย์กึ่งหุ่นยนต์ อะไรคือธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อหุ่นยนต์พยายามที่จะทำตัวเป็นมนุษย์ และมนุษย์เริ่มสูญเสียจิตวิญญาณความเป็นมนษย์รวมถึงมนุษญ์บางกลุ่มที่อัพเกรดตัวเองไม่ทันจะทำอย่างไร น่าคิดจริงๆ ค่ะ

วิกฤติโรคระบาด ภาวะโลกร้อน วิวัฒนาการทางเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบกับพฤติกรรมของผู้คน คำถามต่อไปหลังจากนี้ น่าจะมุ่งไปที่ Sustainability หรือความยั่งยืน…

ที่มา:

  1. motherboard.vice.com
  2. www.weforum.org

Happy Reading
อบุศ@mba kku – ดร. บุษกรณ์  ลีเจ้ยวะระ
เขียน: มีนาคม 2559

Scroll to Top